เรื่องสั้นฮาโลวีน :: "หลอก"
posted on 31 Oct 2009 23:12 by ensis-schifferไหนๆก็เข้าสู่ฮาโลวีน จะไม่ทำอะไรซักอย่างก็ดูแปลกๆ
งั้นผมขอเสนอเรื่องสั้นฉลองเทศกาลปล่อยผีฮาโลวีนให้ทุกท่านได้อ่านคลายเครียดกัน
เอาล่ะ ขอเชิญสดับรับชม เรื่องสั้นฮาโลวีนที่มีชื่อเรื่องว่า...
"หลอก"
.......................
แสงสีขาวจากเสาไฟริมทางส่องผ่านตัวผมไปดวงแล้วดวงเล่าอย่างรวดเร็ว ผมบิดแฮนด์เร่งเครื่องขึ้นอีกเพื่อไปให้ทันนัดหมาย เมื่อไม่กี่นาทีก่อนผมยังนอนเกลือกกลิ้งอยู่บนหอตามประสานักศึกษาปีสามผู้ว่างมากแต่วันเวลาสบายๆของผมมันไม่เคยยืดยาว ตอนห้าทุ่มกว่าไอ้เอกโทรมาหาผมเรียกให้ไปที่คณะด้วยเหตุผลที่น่าเครียดกว่าระบบการศึกษาของประเทศ
"ไอ้ หอย มาหาข้าที่คณะหน่อยดิ" เสียงจากปลายสายพูดด้วยอาการร้อนรนจนผมแปลกใจเพราะปกติไอ้เอกมันสไตล์ เรื่อยๆเนิบๆไม่เร่งร้อนประมาณว่าถ้าโลกจะแตกมันก็นั่งเล่นดอทเอจนวินาทีสุด ท้าย
"ทำไม ที่คณะมีเรื่องอะไรวะ?" ผมถามกลับไป
"ข้าลืมแฟลชไดฟ์ไว้ที่ตึกว่ะ เอ็งมาเป็นเพื่อนหน่อย งานอยู่ในนั้นทั้งนั้นเลย"
"ไอ้บ้า นี่ห้าทุ่มแล้วนะเว้ย พรุ่งนี้ค่อยไปเอาก็ได้" ผมมองนาฬิกา เวลานี้มันต้องนอนเอาแรงเอาไว้ลุยวันข้างหน้าอันโหดร้ายไม่ใช่หรือ
"พรุ่งนี้มันช้าเกินการแล้วว่ะงานมันต้องส่งตอนเช้า งานของเอ็งก็อยู่ในนั้นด้วย"
"หอก! ห้านาทีข้าถึง!"
มันน่าเครียดจริงๆนะ ถ้าไม่มีงานส่งนี่อาจได้โปรโมชั่นรีไทร์เรียนใหม่ เสียค่าโง่ฟรี เรื่องนี้เท่านั้นที่หัวเด็ดตีนขาดยังไงก็ไม่ยอม ผมแตะเบรกดังเอี๊ยดจอดมอเตอร์ไซค์เทียบที่หน้าคณะ ไอ้เอกกำลังนั่งรอผมอยู่ที่ตีนบันไดทางขึ้นพอดี
"เอ้าไปกันได้แล้ว" ผมข้ามการทักทายและกำลังจะเดินขึ้นไปแต่ไอ้เอกกลับดึงผมไว้ก่อน
"เอ็งจะขึ้นจริงๆเหรอวะหอย"
"ไม่ขึ้นแล้วจะมาทำหอกอะไรเล่า เร็วๆข้าจะกลับไปนอน"
"แต่ตึกนี้ผีดุนะเว้ย"
ผม หยุดกึก รู้สึกเย็นวาบที่ท้ายทอยขึ้นมาทันใด ไอ้เวรนี่คนอุตส่าห์ไม่คิดถึงแล้วเชียว ผมมองไล่ขึ้นไปตามขั้นบันไดมืดๆนึกถึงหนังผีที่เพิ่งไปดูมาไม่นาน ถ้าขึ้นไปผมอาจจะเจอผู้หญิงผมสีดำยาวดูยุ่งเหยิงตั้งแต่เกิดจนตายไม่เคย สัมผัสสิ่งที่เรียกว่าหวี ใบหน้าขาวราวตกกระด้งแป้ง สวมชุดสีขาวยาวเลียดพื้นที่ถูกรีดด้วยเตารีดแห่งเทพที่เนื้อผ้าจะไม่มีวัน ยับ วิ่งไปวิ่งมาโพล่ที่ดาดฟ้าบ้างระเบียงอีกฝั่งบ้างเหมือนเทเลพอร์ตได้แต่กลับ คลาน กระด๊อกกระแด๊กเมื่อเจอหน้ากัน
ดู ยังไงก็ตลก ผมเป็นวัยรุ่นไทยยุคใหม่ที่ไม่เชื่อเรื่องผีๆสางๆอยู่แล้ว ให้ตายเหอะแล้วขาผมจะสั่นทำไมวะเนี่ย ตึกที่ผมกับไอ้เอกยืนอยู่นี่คือตึกวิศวะที่มีประวัติยาวนานมีตำนานเล่าว่า ตอนก่อสร้างลงเสาเข็มเขาดันขุดเจอต้นตะเคียนยักษ์อายุเป็นร้อยปี ข้างใต้เลยเอาไปไว้ที่วัดใกล้ๆเพราะว่าศักสิทธิ์มาก ตอนกำลังสร้างก็มีคนงานตกจากนั่งร้านตายอีกสิบปีก่อนก็มีนักศึกษาน้อยใจแฟน มาโดดตึกดับไปอีกหนึ่ง จากนั้นทุกปีก็ต้องมีนักศึกษาเสียชีวิตอย่างน้อยหนึ่งคนเพื่อสังเวยวิญญาณมา เป็นตัวแทน
ถึงคราวผมแล้วเหรอวะเนี่ย...
ไม่ใช่ๆ ผมแค่มาเอาแฟลชไดฟ์เท่านั้น แค่ขึ้นไปหยิบแล้วลงมาแค่นั้นไม่ได้ไปตาย ไอ้เอกตบหน้าอกตัวเองเบาๆสายตามันดูมุ่งมั่นขึ้นเยอะคงตั้งสติได้แล้วความกลัวผีขึ้นสมองเลยหายไปแล้ว ผมก็ต้องตั้งสติมั่งแล้ว
"ปลุกใจเหรอวะเอก"
"กูปลุกพระ..."
ไอ้ หอกชำรุด มันกะเอาตัวรอดคนเดียวเลยนี่หว่า ผมโวยวายล้งเล้งก่อนจะทำใจดีสู้เสือเดินนำขึ้นไปก่อนเพราะตอนนี้อยากกลับไป นอนมากกว่า ไอ้เอกยังกล้าๆกลัวๆแต่ก็ตามผมขึ้นมาไม่ห่าง แทบไม่อยากจะเชื่อว่าตึกนี้เป็นตึกที่ผมยังนั่งเรียนอยู่เมื่อกลางวัน ตอนนี้มันเหมือนแดนปรภพที่มองไปทางไหนก็มีแต่ความมืด ผมเอามือถือขึ้นมาส่องทางเพราะไอ้เอกมีไฟฉายแค่กระบอกเดียว(เพื่อนผมนี่น่า รักจริงๆ)ผมไม่กล้าเอาไฟไปส่องที่ไหนพร่ำเพื่อเพราะไม่อยากเจอของแปลก ไอ้เอกจับเสื้อผมไว้ไม่ปล่อยเพื่อความอุ่นใจ ไม่ใช่เฉพาะมันที่อุ่นใจผมก็ด้วย อย่างน้อยก็รู้ว่าด้านหลังยังเป็นอะไรที่มีชีวิตไม่ใช่ผีกระป๋องแป้ง
"เอกเอ็งลืมแฟลชไดฟ์ไว้ไหนวะ"
"ชั้นหก ข้าเผลอวางไว้ข้างหน้าต่างน่ะ"
ไอ้เอก... ตึกมีหกชั้นมันก็ลืมไว้ชั้นหก ถ้าผมวิ่งลงไม่ทันจะทำยังไงวะให้โดดลงมาเรอะผมขึ้นบันไดต่อไปยังชั้นสาม พยายามสะกดความกลัวไว้เต็มที่เพื่องาน เพราะไม่มีงานผมก็ไม่ต่างอะไรกับตายทั้งเป็น ผมหยุดเท้าเมื่อขึ้นถึงชั้นสามมองซ้ายมองขวาเล็กน้อย บันไดกลางสิ้นสุดตรงนี้ผมกับไอ้เอกต้องเดินไปที่บันไดริมซ้ายสุดเพื่อไปชั้นหก
วิ้ว...
ผมแข็งทื่อเกร็งไปทั้งตัว ลมมันพัดมาพอดีทำเอาเสียวแว้บขนงี้ลุกซู่ ผมหายใจเอาออกซิเจนเข้าปอดลึกๆ(สำรวจว่าปอดแหกรึเปล่า)และเริ่มเดินผ่านระเบียงไป แต่มาถึงกลางทางก็ต้องหยุดเพราะไอ้เอกมันดึงผมไว้
"เชี่ย ดึงทำห่าไรนักวะคนยิ่งกลัวๆอยู่" ผมหันไปด่าไอ้เอก มันก้มหน้างุดๆตัวสั่นงั่กผมเริ่มใจเสีย
"อ..ไอ้..ไอ้หอย.. น..นั่น..." ไอ้เอกชี้ไปทิศตรงข้าม จากตรงนี้สามารถมองเห็นอีกตึกได้พอดี ใช่แล้ว ตึกที่อยู่เบื้องหน้าผมคือคณะศิลปกรรม ผมมองแล้วอมยิ้ม ทุกคนในตึกกำลังซักซ้อมกันขะมักเขม้นระบำรำฟ้อนกันอย่างได้จังหวะ มีเสียงดนตรีไทยประกอบการรำอย่างสง่างาม นางรำนับสิบๆคนในชุดไทยสวมชฎามีประกายเพชรวิบวับปลายนิ้วสวมเล็บโง้งๆกำลัง หมุนตัวกลับมาท่าเริ่มต้นอีกรอบ ผมกดมือถือดูเวลา ขณะนี้เที่ยงคืนสิบนาที
ใครมันจะมาซ้อมตอนนี้วะ?
ประจวบเหมาะที่เหล่านางรำทั้งหลายพร้อมใจจ้องมาที่ผมพอดี จะว่าจ้องก็ไม่ถูกเพราะผมไม่รู้ว่าพวกเธอมองไปที่ไหนเพราะพวกเธอไม่มีลูกตาดำซักคน!
"ฉิบหายแล้วกู..."
ผม ใส่เกียร์เสือซีต้าร์วิ่งขาปัดไปบันไดริม สาบานว่าเกิดมาไม่เคยวิ่งเร็วขนาดนี้ รู้ตัวอีกทีผมก็อยู่หน้าห้องเล็คเชอร์ชั้นหกแล้ว จึงรีบเข้าไปเอาแฟลชไดฟ์ทันทีมันอยู่ริมหน้าต่างจริงๆด้วยผมเอาใส่กระเป๋า กางเกงและไปหลังห้องหยิบท่อนเหล็กที่เอาไว้เกี่ยวเปิดปิดประตูเหล็กมาถือไว้
มันจะผีหรือตัวอะไรก็ช่าง โดดไปซักเปรี้ยงมันก็ต้องหมอบวะ!
ถึงจะหวดไม่โดนแต่มีไว้ก็อุ่นใจกว่ามือถือเครื่องเดียว ผมก้าวฉับๆออกมาเดินผ่านห้องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ข้างๆ ตาเจ้ากรรมก็เผอิญไปเห็นแสงจากคอมเครื่องหนึ่งพอดิบพอดี ผมหันไปดูและจำทรงผมอันคุ้นตาของคนที่นั่งอยู่ได้ เขาเป็นอาจารย์ที่สอนผมตอนปีหนึ่งแกเป็นคนขยันมากงานไม่เสร็จไม่กลับ นักศึกษายังพรีเซนต์ไม่ครบแต่หมดเวลาแกก็ยอมอยู่ต่อไม่ไปไหน
ถึงแม้จะเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ไปแล้วเกือบปีก็ตาม
ผมกลืนน้ำลายเอื๊อก เพราะท่านเล่นมาในสภาพไม่ต่างกับตอนรถคว่ำสักนิดและยังพิมพ์ต๊อกแต๊กๆเหมือนปกติ
....
"นี่มันวันอะไรกันโว้ยยย!!!"
ผม ยัดทุกเกียร์เชื่อว่าตอนนี้กำลังเร่งอัตราเร็วผมไม่แพ้กระทิงดุลัมโบกินี่ หรือม้าเฟอร์รารี่แน่ๆผมลงมาถึงชั้นสามกำลังวิ่งไปบันไดกลาง หางตาผมก็ไปสะดุดกับเงาดำที่ร่วงผ่านลงไปนอกระเบียง ผมหยุดยืนกลืนน้ำลาย เหงื่อเย็นเฉียบไหลจากข้างขมับมายังแก้ม ใจเต้นตึกตักๆเหมือนรัวกลอง
ห้ามชะเง้อ... ห้ามชะเง้อลงไปดูนะเว้ย!
แต่อดใจไว้ไม่อยู่ผมมองลงไปจนได้ ร่างๆหนึ่งนอนจมกองเลือดอยู่ที่พื้นในสภาพบิดเบี้ยวน่ากลัว จากสายตาผมคงเป็นผู้หญิงเพราะเธอใส่กระโปรง ผมภาวนาอย่าให้มีอะไรมากกว่านี้นอนนิ่งๆอยู่อย่างนั้นไม่ต้องไปไหน แต่เธอคงหูดับตอนตกลงไปมั้งเลยไม่ยินผม เพราะเธอเริ่มขยับตัวค่อยๆหยัดกายขึ้นมาหน้าซีกหนึ่งหายไปจากแรงกระแทกแขนหักบิดงอ ส่วนอื่นผมมองไม่ชัดเพราะอยู่สูง แต่ผมจะมาบรรยายทำหอกอะไร วิ่งสิวะ!
ผมหันกลับเข้าลู่วิ่งแต่ก็ต้องหยุดชะงัก เธอที่ควรนอนอยู่ข้างล่างแวะมาดักทักทายผมโดยยืนอยู่ที่บันไดกลางด้วยสภาพที่ไม่ต่างจากที่เห็นด้านล่างซักนิด
"อย่างงี้ไงถึงเกลียดผีเทเลพอร์ต" ผมยกท่อนเหล็กมาเตรียมพร้อม เธอคนนั้นค่อยๆหันมาทางผมและเดินกะโพลกกะเพลกเข้ามา ผมพยายามคว้าสติที่จะหลุดได้ทุกเมื่อมาไว้กอดไว้แน่น กฎข้อบังคับคือห้ามหันหลังวิ่งเพราะเธอจะวาร์ปมาอยู่ข้างหน้าผม
ค่อยๆเดินมาอย่างนั้นแหละ แบบผีชีวะนั่นแหละ ใช่ พ่อจะหวดให้ตายซ้ำสองเลย...
กึก กึก...
ใช่ อย่างนั้นดีมาก เดินกระย่องกระแย่งเหมือนขาไม่มีศูนย์ถ่วงแบบResidentEvilนั่นแหละ
อย่ามาแบบ Left4Deathนะเอ็ง ที่วิ่งเข้ามากระทืบๆแบบนั้นไม่เอา
กึก.. กึก... กึกๆๆๆ!!!
บอกว่าไม่อ๊าว!
ผมหันหลังกลับออกตัวล้อฟรีโกยหน้าตั้งไม่คิดชีวิต ผมไปทำอะไรให้ฟะเนี่ยทำไมหลอกหลอนไม่เลือกรา ลงไปก็ไม่ได้อยู่ด้านบนก็ไม่รอดแล้วตูจะหาทางออกที่ไหนได้ฟะ!
โดดลงสิ...
บ้าเรอะ โดดก็กลายผีเฝ้าตึกแทนพวกมันน่ะสิผมยังมีอนาคตอันสดใสรออยู่นะเฟ้ย... เดี๋ยวก่อนเมื่อกี้เสียงใคร? ผม เบรกรองเท้าสีพื้นดังเอี๊ยดและมองไปรอบๆทุกสิ่งยังคุ้นตาเพราะผมเคยมาที่นี่ ใช่เลยที่ผมยืนอยู่คือดาดฟ้าของตึกวิศวะ ด้านหน้าอีกไม่กี่ก้าวก็คือความว่างเปล่าเพราะสุดขอบตึกพอดีถึงตอนนี้ผมขน ลุกซู่ถ้าเมื่อกี้ยังวิ่งอยู่ผมคงร่วงลงไปนอนคอพับอยู่ด้านล่างไม่ตายอะไร คางคกโดนรถเหยียบ แล้วผมขึ้นมาได้ยังไงในเมื่อประตูขึ้นดาดฟ้ามันล็อกอยู่ตลอดเวลา
ผมเทเลพอร์ตได้?
เอาแล้วไง ผมหันกลับไปตามสังหรณ์ร้ายที่แวบเข้ามาในหัวและเป็นดังคาด อีผีเทเลพอร์ตหัวกระเซิงมายืนอยู่ข้างหน้าผมพอดี มันคิดจะฆ่าผมเพื่อให้มาแทนมันแน่ๆ ผมกำท่อนเหล็กมั่นเรื่องอะไรจะยอมง่ายๆฟะ เกิดเคยแต่ตีกับคนวันนี้ล่ะจะได้ตีกับผีผมรวมรวบความกล้าครั้งสุดท้าย...
"ถึงชื่อหอยแต่ก็สู้ไม่ถอยนะโว้ยยย!!!"
ผมวิ่งรี่ไปหามันตามคติเปิดก่อนได้เปรียบ ตีมันโดนไม่โดนไม่รู้เอาสะใจก่อนตายก็ยังดีแต่ยังไม่ทันจะถึงตัวมัน อะไรบางอย่างก็พุ่งแซงหน้าผมไปถึงผีเทเลพอร์ตนั่นก่อน โลกหมุนอีกครั้งตัวผมบิดกล้ามเนื้อลั่นเปรี๊ยะ ปวดหัวตุ๊บๆเหมือนมีค้อนทุบตลอดเวลา ตัวร้อนฉ่าผิวหนังแดงไปหมดผมล้มลงกับพื้นไม่สิ ความรู้สึกเหมือนร่วงลงมามากกว่าอาการต่างๆเริ่มหายเป็นปกติ แต่ผมยังขยับไม่ได้
แต่แล้วก็มีมือใหญ่ๆฉุดผมขึ้นมาจากพื้น ผมจำหน้ามันได้ก็มันเป็นเพื่อนผมนี่
"เอก!" ไอ้เอกจริงๆด้วย นึกว่ามันหนีตั้งแต่ผมทิ้งมันไว้คนเดียวแล้วซะอีก "เอกเมื่อกี้ข้าเจอจะๆเลย ผีกระป๋องแป้ง ไม่ใช่ผีธรรมดาด้วยแม่งผีเทเลพอร์ต!"
"เออ! ไอ้ที่เอ็งเจอข้าก็เจอ อย่าเพิ่งพูดมาก หนีก่อนดีกว่า"
จริงด้วยหนีก่อนดีกว่า ผมกับมันพากันโกยอ้าวลงมาถึงชั้นล่างสุด ก็ไม่รู้นะว่าชั้นที่ผมอยู่มันชั้นอะไรแต่รู้ว่าผมลงมาเร็วมากๆ
"แล้วเอ็งหนีมาได้ไงวะ ข้าเกือบเอาตัวไม่รอด" ผมถามไอ้เอกเมื่อลงมาถึงชั้นล่าง
"อาจารย์ตุ่นช่วยข้าไว้"
"...เขาตายไปนานแล้วไม่ใช่เรอะ" อาจารย์ตุ่นก็คือคนที่ผมเล่าให้ฟังว่ารถคว่ำนั่นแหละ
"ถ้าเขามีชีวิตจะช่วยข้าจากไอ้ผีเทเลพอร์ตของเอ็งได้ยังไงเล่า"
เออใช่ ทำไมไม่คิดฟะ งั้นเงาดำที่ช่วยผมไว้บนดาดฟ้าก็อาจารย์ตุ่นด้วยสินะ พระคุณนี้จะไม่ลืมเลยครับ
อาจารย์เดี๋ยวผมจะไปวัดทำบุญให้เยอะๆเลย
ผม กับไอ้เอกแยกย้ายกันที่หน้าตึกด้วยความเห็นเดียวกันคือตัวใครตัวมันออกจาก ที่นี่ให้เร็วที่สุดผมรีบกระโดดขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์คู่กายล้วงกุญแจมาเสียบ เตรียมเผ่นให้ว่อง... ผมเริ่มเหงื่อแตกตบกระเป๋ากางเกงกระเป๋าเสื้อสำรวจทั้งตัว ก่อนจะกุมขมับเมื่อมั่นใจในความซวย
แม่ง กุญแจหาย...
หึหึ ชีวิต แค่ไม่ว่างตักบาตรวันพระมันจะซวยขนาดนี้เชียวเรอะ น้ำตามันพาลจะไหลขณะที่ผมกำลังจะเป็นบ้าก็มีใครไม่รู้มาสะกิดผมจากด้านหลัง ผมหันกลับไปดูปรากฏว่าเป็นลุงแก่ๆคนหนึ่งท่าทางใจดีมีรอยยิ้มแปะหน้า
"พ่อหนุ่มเป็นเจ้าของรถสินะ" ลุงแก่ยื่นพวงกุญแจให้ผม "ทีหลังอย่าเสียบกุญแจคารถไว้สิ เดี๋ยวนี้มิจฉาชีพมันเยอะไว้ใจใครไม่ค่อยได้หรอกนะ"
"ข..ขอบคุณครับ" ผมยกมือไหว้และรับกุญแจมา ประเทศไทยยังไม่สิ้นคนดีอย่างน้อยที่นี่ก็หนึ่งคนล่ะ ถ้าจำไม่ผิดลุงแกเป็นอาจารย์นะแต่ผมไม่รู้จักชื่อหรอกคงไม่ได้สอนคณะผม
"ตึกนี้ก็เสียงดังเอะอะจริง ไม่ได้เกรงใจคนที่เขาต้องการพักผ่อนเอาซะเลยว่าไหมพ่อหนุ่ม" เสียงอาจารย์บ่นตามประสาคนแก่ แต่นี่ไม่ใช่เวลามาฟังผมสตาร์ทเครื่องครั้งเดียวติดแค่นี้ก็ใจชื้นขึ้นเยอะ
"ผมลาล่ะครับ..." ผมหันไปไหว้ลาและเบิกตากว้าง... ก่อนจะรีบบึ่งออกไปอย่างไม่คิดชีวิต ผมจำได้แล้วว่าเคยเจออาจารย์ที่ไหน อาจารย์คนนี้ผมรู้จักตอนไปช่วยรับน้องที่คณะแพทย์ ต่างกันนิดหน่อยคือตอนอาจารย์ครั้งแรกเขานอนนิ่งๆให้นักศึกษาผ่า แต่เมื่อกี้อาจารย์เขายืนคุยกับผมก็แค่นั้น
ลาล่ะครับ 'อาจารย์ใหญ่' ถ้าจะให้ดีชาตินี้อย่าได้เจอกันอีกเลย ...
....
"โอ้ชีวิตแม่งโคตรบัดซบ!!!"
เสียงร้องของหอย ชายหนุ่มผู้โชคร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์โหยหวนไปตลอดเส้นทาง มันจะตราตรึงในหูและหลอกหลอนผู้ที่ได้ยินไปตลอดชั่วกัปชั่วกัลป์! เอวัง...
ใครว่าเรื่องราวจะยุติลงเพียงเท่านี้ทุกอย่างยังดำเนินต่อไป...
ผมมามหาลัยแต่เช้าเพื่อส่งงาน และพบกับความจริงที่ว่าอาจารย์ลาป่วยให้เลื่อนการส่งไปแบบไม่มีกำหนด เชื่อไหมผมต้องมานั่งถามตัวเองว่าเมื่อวานผมจะมาทำไมอยู่เป็นชั่วโมงๆ นอนก็ไม่ได้นอนต้องมานั่งตัวสั่นงั่กๆเพราะหลับไม่ลง ลำบากรูมเมทช่วยหาน้ำมนต์มาพรมอีก ต้องหาพระมาคล้องคอห้าหกองค์ผมถึงกล้าออกจากห้อง ไม่รู้ล่ะงานนี้ผมโทษไอ้เอกคนเดียว ถ้าเจอหน้าผมเอาเรื่องมันแน่ข้อหาลากผมมาเจอผี
"เฮ้ย หอยเป็นไรวะทำหน้ายังกับไปเจอผีมา" ไอ้เกี๋ยมเดินเข้ามาทักผมตามปกติ แต่ผมสิไม่ปกติจะเป็นโรคประสาทอยู่รอมร่อ
"ก็เจอสิวะ เมื่อวานไอ้เอกโทรเรียกให้ข้ามาเอางานที่ตึกเป็นเพื่อนมัน แม่งเจอไม่รู้กี่ตัวข้าเกือบเอาชีวิตไม่รอด น่ากลัวฉิบหาย"
"..."ไอ้เกี๋ยมหน้าซีด "หอย บอกข้าซิที่ว่าไอ้เอกโทรมา มันโทรมากี่โมง..."
"ห้าทุ่มกว่าๆ ทำไมวะ?" ผมเริ่มสังหรณ์ไม่ดีอีกครั้ง
"ไอ้หอย เอ็งฟังข้านะ ไอ้เอกมันตายแล้ว" ผมหูผึ่งทันที ไอ้เกี๋ยมจับไหล่ผมไว้ให้ตั้งใจฟังมัน"ไอ้ เอกมันถูกรถชนสิบล้อตอนที่จะมาเอาแฟลชไดฟ์ที่ลืมไว้บนตึก ตอนสี่ทุ่มข้ายังไปดูศพมันอยู่เลย ไอ้โป้ง ไอ้ก้อง ไอ้เก๋ก็ไปกะข้า ไอ้เอกมันเสียตั้งแต่สามทุ่มเศษๆแล้วมันจะไปโทรหาเอ็งตอนห้าทุ่มได้ยังไง! เฮ้ย เดี๋ยวอย่าเพิ่งเป็นลมสิเว้ย หอย! เฮ้ยใครก็ได้ช่วยด้วยโว้ย!!!"
........................
เรื่องนี้ผมแต่งลงในรายการเรื่องสั้นสยองขวัญฮาโลวีนในเด็กดีด้วยนะ หวังว่าคงชอบกัน
สุขสันต์วันฮาโลวีนนะครับ
-----------------
แต่สนุกครับ อ่านจนจบเลย
ลุ้นมากมาย Happy Haloween นะครับ
#1 By ShInNa on 2009-10-31 23:47